คู่มือการตลาดและการวัดผล

Unit Economics สำหรับการตลาด: เชื่อม CPL, CAC และ LTV ให้เห็นต้นทุนจริง

Unit Economics คือการดูรายได้และต้นทุนต่อหน่วย เช่น ต่อออเดอร์หรือต่อลูกค้า สำหรับการตลาดควรเชื่อมต้นทุน Lead ไปสู่ลูกค้าใหม่ และเปรียบเทียบกับส่วนเหลือที่ลูกค้าสร้างได้ รวมถึงเวลาคืนทุน

ภาพประกอบขั้นตอนรวบรวมข้อมูล คำนวณ และตรวจผลต้นทุนการตลาด

คำตอบโดยสรุป

Unit Economics คือการดูรายได้และต้นทุนต่อหน่วย เช่น ต่อออเดอร์หรือต่อลูกค้า สำหรับการตลาดควรเชื่อมต้นทุน Lead ไปสู่ลูกค้าใหม่ และเปรียบเทียบกับส่วนเหลือที่ลูกค้าสร้างได้ รวมถึงเวลาคืนทุน

เลือกหน่วยเดียวก่อนคำนวณ

หนึ่งออเดอร์ หนึ่งลูกค้า และหนึ่งเดือนสมาชิกเป็นคนละหน่วย ลูกค้ารายเดียวอาจมีหลายออเดอร์ หากตัวเศษเป็นต้นทุนหาลูกค้าใหม่แต่ตัวหารเป็นทุกออเดอร์รวมซื้อซ้ำ จะได้ค่าที่ดูต่ำลงโดยไม่ได้สะท้อนต้นทุนหาลูกค้าจริง

เริ่มจากคำถามว่า “ใช้เงินเท่าไหร่เพื่อได้ลูกค้าใหม่หนึ่งราย และลูกค้ารายนั้นเหลือเงินให้ธุรกิจเท่าไหร่” แล้วแยกต้นทุนการได้ลูกค้าออกจากต้นทุนสินค้าและการให้บริการเพื่อไม่ให้นับซ้ำ

ตัวอย่าง Funnel ตั้งแต่งบถึงลูกค้า

สมมติใช้ค่าโฆษณา 12,000 บาท ได้ Lead ที่ผ่านกติกา 120 ราย และในที่สุดมีลูกค้าใหม่ 12 ราย โดยทุกยอดในตัวอย่างใช้กลุ่มลูกค้าเดียวกัน

ตัวชี้วัด วิธีคำนวณ ผล
CPL เฉพาะค่าโฆษณา 12,000 ÷ 120 100 บาท
อัตรา Lead เป็นลูกค้า 12 ÷ 120 × 100 10%
ต้นทุนสื่อต่อลูกค้าใหม่ 12,000 ÷ 12 1,000 บาท
CAC รวมต้นทุนหาลูกค้าเพิ่ม 6,000 บาท 18,000 ÷ 12 1,500 บาท

ความสัมพันธ์ CPL ÷ อัตรา Lead เป็นลูกค้า ใช้ได้เมื่อเป็นกลุ่มเดียวกันและฐานต้นทุนเดียวกัน เช่น 100 ÷ 0.10 = 1,000 บาท แต่ยังไม่ใช่ CAC รวม 1,500 บาท เพราะมีต้นทุนอื่นอีก 6,000 บาท

ดูส่วนที่เหลือ ไม่ใช้ยอดขายทั้งหมดจ่ายต้นทุนหาลูกค้า

สมมติลูกค้ามียอดซื้อต่อออเดอร์ 2,000 บาท ส่วนที่เหลือหลังค่าสินค้า ค่าธรรมเนียม และต้นทุนผันแปรก่อนหาลูกค้าเป็น 40% จะเหลือ 800 บาทต่อออเดอร์ ออเดอร์แรกจึงยังไม่ครอบคลุม CAC 1,500 บาท

ถ้าลูกค้าซื้อครบ 3 ออเดอร์ตามสมมติฐาน จะสร้างส่วนเหลือรวม 2,400 บาท เมื่อหัก CAC จะเหลือ 900 บาทก่อนต้นทุนคงที่ แต่ถ้าซื้อเพียงครั้งเดียวจะเหลือ 800 − 1,500 = −700 บาท จึงต้องตรวจหลักฐานซื้อซ้ำ ไม่ยึดกรณีดีที่สุดอย่างเดียว

ระยะคืนทุนสำคัญพอ ๆ กับ LTV

ในตัวอย่างนี้ สะสมสองออเดอร์ได้ส่วนเหลือ 1,600 บาท มากกว่า CAC 1,500 บาท แต่จะต้องรอกี่วันหรือกี่เดือนขึ้นกับรอบซื้อจริง ไม่สามารถแปลง “สองออเดอร์” เป็น “สองเดือน” ได้โดยไม่มีข้อมูล

ธุรกิจอาจมี LTV คาดการณ์สูง แต่เงินสดไม่พอใช้ระหว่างรอซื้อซ้ำ ควรดูเวลารับเงิน ค่าสต็อก และต้นทุนคงที่แยกจากอัตราส่วน LTV/CAC ด้วย โดยระบุว่า LTV ใช้ฐานรายได้หรือฐานส่วนเหลือ

จัดข้อมูลเป็นรุ่นลูกค้าเพื่อเห็นผลจริง

  1. แยกลูกค้าใหม่ตามเดือนที่ซื้อครั้งแรก
  2. บันทึกต้นทุนการได้ลูกค้าของรุ่นนั้นโดยไม่รวมลูกค้าซ้ำเป็นรายใหม่
  3. ติดตามรายได้ คืนสินค้า และต้นทุนผันแปรหลังผ่าน 30, 60 และ 90 วัน หรือช่วงที่เหมาะกับรอบขาย
  4. เปรียบเทียบรุ่นที่มีเวลาติดตามเท่ากัน อย่าเทียบรุ่นหนึ่งเดือนกับรุ่นหนึ่งปีแล้วสรุปว่ารุ่นใหม่แย่
  5. ใช้ผลจริงปรับสมมติฐานการซื้อซ้ำและเวลาคืนทุน

จุดที่ควรตรวจเมื่ออยากเพิ่มงบ

ถ้า CPL ต่ำแต่ Lead ปิดการขายยาก ให้ตรวจคุณภาพและข้อเสนอ ถ้าอัตราปิดดีแต่ CAC รวมสูง ให้ตรวจต้นทุนสื่อและงานขาย ถ้า CAC รับได้แต่ส่วนเหลือต่อออเดอร์ต่ำ ให้ตรวจราคาและต้นทุน ไม่ควรแก้ทุกปัญหาด้วยการเพิ่มทราฟฟิก

ตัวอย่างทั้งหมดในบทนี้เป็นสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่เกณฑ์กำไรที่รับประกัน อ่านนิยาม CPL, CAC และ LTV ก่อนทดลอง เครื่องมือ CPA/CPL เพื่อให้ป้อนต้นทุนและจำนวนคนตรงหน่วย

คำถามที่พบบ่อย

ควรใช้ LTV/CAC เท่าไหร่จึงปลอดภัย?

ไม่มีอัตราที่รับประกันความปลอดภัย ต้องดูฐาน LTV ระยะคืนทุน ความแน่นอนของการซื้อซ้ำ และค่าใช้จ่ายที่ยังไม่รวม

เอารายได้ทุกเดือนหารลูกค้าใหม่เพื่อหา LTV ได้ไหม?

ไม่ควรทำโดยตรง เพราะรายได้อาจมาจากลูกค้าเก่าหลายรุ่น ควรติดตามกลุ่มลูกค้าเดียวกันหรือใช้แบบจำลองที่เปิดเผยสมมติฐาน

แหล่งอ้างอิง

เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

← ดูบทความทั้งหมด